James's profileBond james bondPhotosBlogLists Tools Help

James

Lists

Bond james bond

July 06

คำศัพท์ควรรู้ ถ้าคิดจะสมัครแอร์-สจ๊วต

คำศัพท์ควรรู้ ถ้าคิดจะสมัครแอร์-สจ๊วต

Application Form = แบบฟอร์มใบสมัครงาน
Application Letter = จดหมายสมัครงาน
Applicant / Candidate = ผู้สมัคร(งาน)
To be completed in own handwriting = เขียนใบสมัครด้วยลายมือตนเอง
Comdidential = เป็นความลับ
Photo attached here = ติดรูปถ่ายตรงนี้
Position applied for / Position sought / Position desired = ตำแหน่งที่สมัคร / ตำแหน่งที่ต้องการ
Salary expected = เงินเดือนที่ต้องการ
Personal data = (อเมริกา) ประวัติส่วนตัว คำนี้ในประเทศอังกฤษใช้ (CV), bio-data หรือ data sheet และทั้งหมดนี้ก็มีความหมายอย่างเดียวกับคำว่า Re`ssume`
Sex = เพศ (Male ชาย Female หญิง)
Present address = ที่อยู่ปัจจุบัน
Permanent address = ที่อยู่ถาวร
Date of birth = วันเดือนปีเกิด
Age = อายุ
Nationality = สัญชาติ
Race = เชื้อชาติ
Religion = ศาสนา (Buddhism พุทธ Christian คริสต์ Islam อิสลาม)
Height = ความสูง
Weight = น้ำหนัก
Idnetification Card (ID Card) = บัตรประจำตัวประชาชน
Issued by = ออกให้โดย
Marital Status = สถานภาพการสมรส Single โสด Married แต่งงาน Widowed หม้าย Divorce หย่า
Person of notify in case of emergency = ผู้ที่จะติดต่อในกรณีเกิดอุบัติเหตุ
Certificate degree obtained = ประกาศนียบัตรหรือปริญญาที่ได้รับ
Military status = สถานภาพทางทหาร
Experience / Previous employment = ประวัติการทำงาน
Reasons for leaving = เหตุผลที่ออกจากงาน
References = บุคคลอ้างอิง บางแห่งใช้ Referees
Applicant signature = ลายเซ็นผู้สมัคร
Reserved Officers Training Corps Course (ROTC) = หลักสูตร ร.ด.
No Military Service Obligation = ไม่มีพันธะทางทหาร
Self-employed = ทำงานส่วนตัว
Equivalent qualification = คุณวุฒิเทียบเท่า
Income = รายได้
Letter of Recommendation = จดหมายรับรองการทำงาน บางครั้งใช้ Employment Certificate ใบรังรองการผ่านงาน หรือ Testimonial
Marriage Certificate = ทะเบียนสมรส
Birth Certificate = สูติบัตร
Occupation / Profession = อาชีพ
Related Field = สาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง
Re`sume` = ประวัติย่อ
Vocational Certificate = ปวช.
Higher Vocational Certificate = ปวส.
Home Registration Certificate = ทะเบียนบ้าน
Dependent = ผู้อยู่ในอุปการะ
Extra-curricular Activities = กิจกรรมนอกหลักสูตร
Special skills = ความชำนาญพิเศษ
Expert in = เชี่ยวชาญ
Negotiable = ต่อรองได้
Guarantor = ผู้ค้ำประกัน
Fringe benefits = ผลประโยชน์ที่ลูกจ้างได้รับนอกจากค่าจ้างประจำ
Seminars and special training courses = การสัมมนาและการฝึกอบรมหลักสูตรพิเศษ
Spouse = คู่สมรส (สามีหรือภรรยาก็เรียกได้)
Domicile = ภูมิลำเนา
Transcript = ใบแสดงผลการเรียน บางครั้งใช้ Statement of Marks หรือ Mark Sheet ก็มีเรียก
Full-time job = งานทำเต็มเวลา (งานทำไม่เต็มเวลาใช้ Part-time job)
Date of attended = วันที่เข้าเรียน

 

 

การบริหารงานบุคคล

การบริหารงานบุคคล

 

    การบริหารบุคคลแนวใหม่ 

             บทบาทของผู้รับผิดชอบการบริหารงานบุคคลจะต้องเป็นคนที่มีหู ตา กว้างขวางเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมต่างๆอย่างดี  และพร้อมที่จะใช้ข้อมูลต่างๆมาทำการตัดสินใจในการบริหารงานบุคคล   สำหรับการบริหารงานบุคคลแนวใหม่ให้ความสนใจในเรื่องระบบเปิด

และ ยอมรับบรรยากาศทางการเมืองด้วย โดยในระบบเปิดนี้ องค์การจะมีปฏิสัมพันธ์อย่างกว้างขวางกับสภาพแวดล้อมต่างๆเพื่อให้อยู่รอดและอยู่อย่างดี ซึ่งจำเป็นจะต้องปรับตัวเสมอ บทบาทของผู้รับผิดชอบการบริหารงานบุคคลแนวใหม่  ต้องเป็นนักบริหารทรัพยากรมนุษย์ที่มีโลกทัศน์ที่กว้างและไกล

     การบริหารงานบุคคลที่มีประสิทธิภาพมีดังนี้

1. การบริหารงานบุคคลควรจะบูรณาการเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ การบริหารรัฐกิจ

2. การบริหารงานบุคคลเป็นกิจกรรมที่ต้องปฏิบัติต่อเนื่อง

3. เป้าหมายที่สำคัญของการบริหารงานบุคคล คือ การให้ความสำคัญ เกี่ยวกับการจูงใจและคุณภาพชีวิตงาน ( quality of work life)

4. การบริหารงานบุคคลควรคำนึงถึงค่านิยมที่สำคัญ คือ ประสิทธิภาพ  ประสิทธิผล ประหยัด ความเสมอภาคทางสังคม การคำนึงถึง ผลประโยชน์ของส่วนรวม ความรับผิดชอบต่อสาธารณะ  ประชาธิปไตย และจริยธรรม

5. การบริหารงานบุคคลควรสอดคล้องกับนโยบายของรัฐแต่ละด้านที่สำคัญของประเทศ

6. การบริหารงานบุคคลควรจะให้ความสำคัญของการฝึกอบรม และการพัฒนา สมรรถภาพของข้าราชการให้มีความรู้ ทักษะ พฤติกรรม และค่านิยม ที่เอื้อต่อการปฏิบัติราชการ

 

      กระบวนการบริหารงานบุคคล

  กระบวนการจัดการงานบุคคล (Personnel Management Process) การจัดคน เข้าทำงาน (Staffing) อาจจำแนกได้เป็นงานสำคัญได้ 3 ด้าน คือ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

1. การจัดหาบุคลากร เพื่อให้ได้คนดีมีคุณสมบัติเหมาะสมกับงาน

2. การพัฒนาบุคลากร เพื่อเสริมสร้างให้บุคลากรเป็นทรัพยากร  ที่มีคุณค่าต่อองค์กรมากยิ่งขึ้น

3. การบำรุงรักษาบุคลากร เพื่อรักษาสภาพให้บุคลากรมีความ

    พึงพอใจในงาน

การคัดเลือก

วิธีการในการคัดเลือก ได้แก่ 1. การสอบแข่งขัน 2. การสอบคัดเลือก 3. การคัดเลือก

การประเมินผลการปฏิบัติงาน

         คือ วิธีการที่ผู้บังคับบัญชาได้บันทึกและลงความเห็นเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของคนงานในระยะเวลาที่กำหนด  นอกจากนี้   ยังหมายถึง กิจกรรมทางด้านการบริหารงานบุคคลที่เกี่ยวข้องกับวิธีการซึ่งหน่วยงานพยายามที่กำหนดให้ทราบแน่ชัดว่า บุคลากรของตนสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพดีมากน้อยเพียงใด

วัตถุประสงค์ของการประเมินผล

       เพื่อการบริหาร คือ การกำหนดความดีความชอบ การเพิ่มเงินเดือน การเลื่อนขั้น การโยกย้าย และการจัดระบบข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล

       เพื่อการพัฒนาบุคลากร และการบำรุงรักษาบุคลากร

 

ความสำคัญของการประเมินผลปฏิบัติงานมีดังนี้

     1.เป็นปัจจัยเกื้อหนุนต่อระบบคุณธรรม เพราะคุณสมบัติ และความรู้ของผู้ปฏิบัติงานจะเป็นสิ่งนำไปสู่ผลการปฏิบัติงานที่ดี ใช้เป็นข้อมูล ในการพิจารณาเลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่ง และขึ้นขั้นเงินเดือน

      2. เป็นสิ่งที่สามารถใช้เป็นเครื่องมือประกอบการพิจารณาที่จะปรับปรุงการบริหารงานขององค์การหรือหน่วยงาน

      3.ช่วยผดุงความยุติธรรม

- ผู้ทำงานดีมีคุณภาพและประสิทธิภาพ จะต้องได้รับการตอบแทน         

- ผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชา ได้มีโอกาสพูดกันบำรุงขวัญของผู้ปฎิบัติงาน ทำให้มีกำลังใจและเห็นความก้าวหน้า ในชีวิต

    ประเมิน หรือ สิ่งที่จะประเมิน

ด้านส่วนตัวของบุคลากร

-  ความรู้ความสามารถ (Knowledge)                              

-  ทัศนคติ (Attitude)

-  พฤติกรรม (Behavior)

 ด้านผลงานของบุคลากร : พิจารณาจากผลกำไร ผลผลิตที่    เพิ่มขึ้น ปริมาณ หรือยอดขาย

 

 

April 28

ตระกูลเมรัยของผม

                     ผมขอแนะนำ บรั่นดี ซึ่งเป็นเมรัยหอมและ ร้อนแรงในทุกหยาดหยด
      เหล้าบรั่นดี ได้รับการเอ่ยขานยกย่องว่าเป็นยอดเหล้าของสุรากลั่นทั้งหมดเรียกว่า เลิศล้ำเหนือกว่า สุรากลั่นตระกูลอื่นใดในโลกทั้งสิ้น วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตเหล้าบรั่นดีนั้นได้แก่ องุ่นเพราะปลูกง่ายหาง่ายต้นทุนไม่แพง และ ให้ผลผลิตทางด้านสุรา มาก รสชาติก็เยี่ยม เหล้าบรั่นดีตระกูลคอนยัคและเหล้าตระกูลอาร์มายัค หรือเหล้า บรั่นดีที่ผลิตตามเหลี่ยมมุม อื่นของโลก ก็ล้วนใช้องุ่นในการผลิตบรั่นดีทั้งสิ้นแต่ถ้าใช้ผลไม้สดประเภทอื่น ๆ ในการทำเหล้าบรั่นดีเหล้าที่ผลิตได้จะถูกเรียกว่า ฟรุ้ท บรั่นดี (FRUIT BRANDY) ผลไม้สดต่าง ๆ ที่นิยมนำมาทำ การหมักกลั่นฟรุ้ทบรั่นดีได้แก่ แอ๊ปเปิ้ล ลูกท้อ ลูกแพร เชอรรี่ สตอเบอร์ รัสเบอรรี่และแบล๊คเบอร์รี่  ต่อไปนี้นะครับเป็น"กรรมวิธีการผลิตเหล้าบรั่นดี"
การทำเหล้าบรั่นดี วัตถุดิบคือผลไม้ชนิดต่าง ๆ แต่ผลไม้ที่สะดวกและนิยมนำมาทำเหล้า บรั่นดีมากที่สุดคือผลองุ่นซึ่งมีขั้นตอนการผลิตดังนี้
ก่อนหมัก

นำผลไม้หรือองุ่นที่สุกจัดนำไปบดพอละเอียด (เพราะผลไม้ยิ่งสุกก็ยิ่งมีความหวานสูง ก็จะทำให้มีการเปลี่ยน น้ำตาลมาเป็นแอลกอฮอล์ได้มาก) เสร็จแล้วผสมกับเชื้อยีสต์ที่เหมาะ สมในการบังคับการแปรธาตุเชื้อยีสต์ที่ว่านี้ถ้าใช้องุ่นเป็นวัตถุดิบ ได้แก่ แซคโกฮาโรไมซีส อีลลิปโซลด์ เบอร์ 106 (Sacoharomyces Ellipsold No.106) ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เลี้ยง ไว้ในห้องแล๊บ และทำการขยายพันธุ์ตาม มาตราส่วน ที่ต้องการแล้วนำมาผสมคลุกเคล้ากับ น้ำผลไม้ที่บดได้เพื่อให้เกิดการหมักและมีการบังคับการแปรธาตุ ต่อไปคือ การหมักส่าเพื่อทำเหล้าบรั่นดี จะน้องมีการหมักสองขั้นตอนด้วยกัน คือการให้เกิดการบังคับการแปรธาตุ

การหมักขั้นตอนที่หนึ่ง การหมักในระยะแรกใช้เวลาประมาณ 10 วัน เพื่อที่จะทำให้น้ำตาล ใน ผลไม้เกิดการแปรธาตุ เป็นแอลกอฮอล์เสียก่อน การหมักในขั้นตอนที่หนึ่งนี้ ให้ใช้อุณหภูมิระดับ เดียวกับการหมัก สุราชนิดอื่น ๆ คือประมาณ 25-30 องศาเซ็นติเกรดเมื่อได้ที่ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้จึงคั้นเอาเปลือกองุ่นหรือเปลือกผลไม้ออกให้หมด แล้วนำผลไม้ไปใส่ถังหมักใหม่อีกครั้งเป็นการหมักครั้งที่สอง

การหมักขั้นตอนที่สอง การหมักในขั้นตอนนี้ ต้องใช้ระยะเวลาประมาณ 1-2 เดือนขึ้นไป โดย ให้อุณหภูมิในถังส่าอยู่ในระดับ 10-15 องศาเซ็นติเกรด ในบางประเทศผลิตเหล้าบรั่นดีอาจใช้เวลา การหมักส่าใน ช่วงนี้นาน 6 เดือน ถึง 1 ปี จึงจะนำส่าไปกั่นเป็นเหล้าบรั่นดี การหมักในขั้นตอนที่สองนี้ ส่าผลไม้ที่หมักได้ก็คือ ไวน์นั้นเองกรรมวิธีการทำบรั่นดีเริ่มแรกคล้ายไวน์มาก ผิดเพี้ยนกันบ้างเล็กน้อย แต่ผลสุดท้ายที่ได้ออกมา แตก ต่างกัน สุรา บรั่นดีต้องนำส่าดังกล่าวไปกลั่น แต่ไวน์ต้องนำไปพาสเจอร์ไรซ์ และปรุงแต่งออกจำหน่าย

การกลั่นสุราผลไม้เป็นสุราบรั่นดี  

เมื่อการหมักส่าไวน์ได้ที่แล้ว ก็นำส่าไวน์ดังกล่าวไปกลั่นโดยใช้เครื่องกลั่นระบบกลั่นทับ (Pot Stills) กลั่นออกมาให้ได้แรงแอลกอฮอล์ 70-80 ดีกรีระบบยุโรป สุราที่กลั่นได้จำเป็นต้องคัดเลือกเกรด คือ ตัด หัว - หาง ออกไป และสุราที่ดีในช่วงกลางก็ต้องคัดสุราที่เหมาะสมไปทำการเก็บบ่มส่วนพวกที่ยังใช้ไม่ได้ ก็จะนำกลับไปผลมส่าที่จะกลั่น เพื่อกลั่นซ้ำอีก  สุดท้าย
การเก็บบ่ม เมื่อคัดสุราที่เหมาะสมจะนำไปเก็บบ่มได้แล้ว ก็นำสุราดังกล่าวไปลดดีกรีเหลือ 45-65 ดีกรีระบบยุโรปเก็บบ่มไว้ในถังไม้โอ๊กเป็นระยะเวลานาน ๆ ยิ่งเก็บนานเท่าใดก็ยิ่งเป็นผลดีกับสุราบรั่นดีเท่านั้น เมื่อสุราบรั่นดีเก็บไว้ใน ถังโอ๊กนาน ๆ ก็จะมีสีเหลืองทองหอมกลิ่นไม้เผาและหินไฟ จากนั้นก็ถึงขั้นคัดสุราออกมาทำการปรุงแต่งบรรจุขวดจำหน่าย

 

                        เหล้าตากีล่า

Tequila เหล้าตากีล่า น้ำเมามือปืนจังโก้ชื่อนี้ เพื่อนๆคงสงสัย ผม ชิมมาแล้วก็ขอแถลงให้เข้าใจ

                เหล้าตากีล่า เป็นเหล้ากลั่นที่มีชื่อเสียงอีกตระกูลหนึ่งที่ควรจะจัดอยู่ใน จำพวกเหล้า พิสดารและเป็นสุราที่มีชื่อเสียงโด่งดังของประเทศแม็กซิโก ดินแดนของจังโก้ชักปืนไวที่ว่าพิสดาร เพราะเหล้าตัวนี้ใช้วัตถุดิบในการผลิตแผกเพี้ยนไปกว่าขบวนเหล้าทั้งหลายทั้งปวง ถ้าเป็นเหล้าพื้น ๆ ที่ชนทั่วไปรู้จักเช่นพวกเหล้าวิสกี้ทุกคน ก็กระจ่างใจดีว่าใช้วัตถุดิบจำพวก ธัญญพืชมาทำการผลิต วัตถุดิบพิสดารที่นำมาทำเหล้าตากีล่าก็คือ ต้นตะบองเพชรกลางทะเลทรายในประเทศแม็กซิโก เหล้าตากีล่าถ้าหมักกลั่นมาจากน้ำของต้นตะบองเพชรเพียงอย่างเดียว ก็คงยังไม่ถึงขั้นพิสดาร และแปลกประหลาด มากนักแท้จริง แล้วการทำเหล้าตากีล่าใช้วัตถุดิบ ที่หายากหา เย็นถึง 4 อย่าง ด้วยกัน ซึ่งแต่ละอย่างแทบจะหาจากที่อื่นไม่ได้เลย นอกจากกลางทะเลทราย เช่นนี้เองจึงถึอได้ว่า เหล้าตากีล่าเป็นเหล้าพิสดาร  
 
                                 วัตถุดิบการทำเหล้าตากีล่า
          เรื่องวัตถุดิบในการทำเหล้าตากีล่า ว่าไปแล้วก็ช่างเหลือเชื่อเหมือนหนังจีนกำลังภายในวัตถุดิบ 4 ชนิดที่นำมาหมักส่าก็คือ  น้ำจากต้นตะบองเพชรกลางทะเลทราย ตะบองเพชรที่จะนำมาคั่นน้ำเพื่อเอาไปทำเหล้าตากีล่า จะต้องเป็นตะบองเพชรที่กำลังมีดอกบาน เพราะช่วงระยะดังกล่าวถึอว่าความเติบโตและความสมบูรณ์ของต้นตะบองเพชรอิ่มเอิบเต็มที่ น้ำที่คั้นได้จึงมีคุณค่า กว่าช่วงอื่น ๆ ลองคิดดูว่าต้นตะบองเพชร ออกดอกผลยากเย็นขนาดไหนแล้วการหาวัตถุดิบนี้ก็ต้องพลอยลำบากแสนเข็ญไปกับต้นไม้ด้วย แต่วัตถุดิบตัวที่สองกลับหายากยิ่งกว่าชนิดแรก 100 เท่า 1,000 เท่า  น้ำหวานจากต้นเซ็นจูรีพลานท์ คำว่าเซ็นจูรี คำแปลก็ง่าย ๆ คือศตวรรษหรือ 100ปี        ดังนั้นต้นเซ็นจูรีพลานท์ก็ต้องแปลว่าต้นไม่ศตวรรษ ที่ได้ชื้อว่าต้นไม้ศตวรรษเพราะเป็นต้นไม้ที่ 100 ปีจะมีดอกครั้งหนึ่ง และต้นเซ็นจูรีพลานท์นี้จะมีเฉพาะในประเทศแม็กซิโกเท่านั้นการจะเอาน้ำหวาน ของต้นเซ็นจูรีพลานท์มาทำการหมักส่าเพื่อกลั่นเหล้าก็จะต้องคอยให้ต้นเซ็นจูรีพลานท์ ออกดอกก่อนกว่าจะนำน้ำหวานจากต้นเซ็นจูรีพลานท์มาทำเหล้าตากีล่าได้จะต้องรอเป็น 100 ปีทีเดียวอ่ะ
ต้นยาดำ คนในเมืองไทยที่รู้จักต้นยาดำมีออกถมแต่ต้นยาดำในเมืองไทยกับต้นยาดำที่ชาวแม็กซิกัน นำไปทำเหล้าตากีล่าเป็นต้นยาดำคนละประเภท ต้องเป็นต้นยาดำพันธุ์พิเศษที่เรียกว่า "อเมริกาแอลโอ" ซึ่งขึ้นอยู่ละแวกทะเลทรายในอเมริกากลาง ดอกโคมของต้นเมซคอล ต้นเมชคอลก็มีปลูกอยู่แถว ๆ แม็กซิโกเหมือนกันและวัตถุดิบที่จะนำมาทำเหล้าตากีล่า ก็จะต้องเป็นดอกโคนสีน้ำเงินของต้นเมชคอล ซึ่งกล่าวกันว่า 10-12 ปี จึงจะออกดอกครั้งหนึ่ง ดอกเมชคอลประหลาดกว่าดอกไม้อื่น ๆ ในโลกทั้งหมดเพราะเป็นดอกไม้ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกเฉพาะไส้ดอกไม้มีความยาวถึง 20-30 ฟุต

     ทั้งหลายทั้งปวงนี้แหล่ะที่ชาวแม็กซิโกนำมาทำเป็นเหล้าตากีล่าแม้ว่าวัตถุดิบของเหล้าตากีล่าที่ร่ายยาว มาให้ท่านเห็นนี้ ฟัง ๆ ดูจะมีรสชาติค่อนข้างขื่น แต่ทว่าพอผลิตเป็นเหล้าตากีล่าแล้ว กลับกลายเป็นยอดเหล้าชั้นดี โดยเฉพาะตากีล่าประเภทขาว สีใสสดเหมือนตาตั๊กแตนมีหมวกแม็กซิกันปะติดกับจุกเหล้า เป็นเหล้าอีกขนาดหนึ่งที่เหมาะสมสำหรับนำมาผสมสูตรเหล้า-คอกเทลได้เยี่ยมที่สุดของโลก

                                            กำเนิดเหล้าตากีล่า
          เหล้าตากีล่ามีแหล่งกำเนิดอยู่ในแผ่นดินแม็กซิโก คนป่าชาวพื้นเมืองทีมีชื่อว่าเผ่าแอสแทค เป็นผู้ผลิตเหล้าหมักขึ้นมาชนิดหนึ่งชื่อว่าพูลดี้เหล้าหมักชนิดนี้เมาได้สะเด็ดยาดวัตถุดิบที่ใช้หมักก็ได้แก่ ดอกโคมของต้นเมซคอล เมื่อโคลัมบัสพาลูกเรือบุกอเมริกากลาง ลูกเรือต่างติดอกติดใจเหล้าพูลดี้ของชาวป่าภายหลังสเปนยึดแม็กซิโกก็ได้นำความรู้เกี่ยวกับการกลั่นเหล้ามากลั่น เหล้าพูลดี้เป็นเหล้าตากีล่า

                                      วิธีทำเหล้าตากีล่าในปัจจุบัน
        วิธีทำเหล้าตากีล่าก็เหมือนเหล้ากลั่นประเภทอื่น ๆ ทั่วไป เขาทำกัน คือวัตถุดับมาหมักด้วยเชื้อยีสต์การหมักส่าตากีล่าต้องหมักให้เกินกว่า 24 ชั่วโมงขึ้นไป เพราะวัตถุดับทั้ง 4 ชนิดที่นำมาทำเหล้าตากีล่า มีความหวานไม่พอ ดังนั้นการหมักส่าก็จะต้องเติมน้ำเชื่อมน้ำตาลหรือน้ำอ้อยลงไปช่วยเพื่อให้เชื้อยีสต์สามารถทำปฏกิริยาบังคับ การแปรธาตุในน้ำส่าได้ การหมักส่าตากีล่ามีกรรมวิธีเยี่ยงเดียวกับเหล้าบรั่นดี คือต้องมี การหมักถึง 2 ครั้ง 2 หน เมื่อผ่าส่าจนได้ที่แล้วก็มาทำการกลั่นเครื่องกลั่นชนิดกับทับให้มีแรงแอลกอฮอล์ 52-53 ดีกรีระบบยุโรปจากนั้นก็นำไปเก็บบ่มในถังโอ๊กให้นาน 9 เดือนขึ้นไป เวลาจะปรุงแต่งบรรจุขวดก็อาจจะมาลดดีกรี หรือบางยี่ห้อไม่ลดดีกรีเลย

    เหล้าตากีล่าที่ปรุงแต่งบรรจุขวดที่ทำออกมา 2 ประเภทด้วยกัน คือประเภทสีขาวบริสุทธุ์สดใน และ ประเภทที่สีทองนอกจากนั้น ยังมีเหล้าตากีล่าชนิดพิเศษ ที่เรียกว่า ตากีล่าประเภทอะเนโว้ ซึ่งจะต้องเก็บบ่มในถังไม้โอ๊กตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป จึงจะนำมาปรุงแต่งบรรจุขวดขายได้

                                    วิธีดื่มเหล้าตากีล่าให้อร่อย
        เหล้าตากีล่าชนิดพิเศษหรือชนิดอะเนโว้ ใช้ดื่มโดยวิธีเดียวกับเหล้าวิสกี้ คือจะดื่มแบบเพียว ๆ ผสมน้ำแข็งที่เรียกว่า ออนเดอร์ร็อคก็ได้หรือจะผสมน้ำผสมโซดาเติมน้ำแข็งก็ได้แต่ถ้าให้ดีควรมีส้มหรือ มะนาว ฝานชิ้นบาง ๆ เสียบไว้ข้างแก้วเหล้าด้วย
บางคนดื่มเหล้าตากีล่าพิสดารกว่านี้ คือดื่มเพียว ๆ ตามด้วยเกลือป่นเหยาะตามเข้าไปในปากอีกนิดหนึ่งแล้วบีบมะนาวใส่ปากอีก 3-4 หยด ทำให้เกิดความหอมหวามความอร่อยอย่างประทับใจ เหล้าตากีล่าชนิดขาว และชนิดสีทอง โดยปกตินักดื่มทั่วไปมักจะนำไปผสมเป็นเหล้าคอกเทลเหมือนกับรัมขาว สูตรที่ระบือลือชื่อที่สุด ได้แก่ตากีล่าคอกเทลสูตรมาร์การิต้า ซึ่งผสมง่าย ๆ คือนำแก้วคอกเทลเสียบด้วยมะนาวฝาน เติมแกลือลงในแก้วเติมมะนาว เติมเหล้าตากีล่าและเติมน้ำตาลลงไปนิดหนึ่งก็จะกลายเป็นคอกเทลสูตรมาร์การิต้าทันที




 
Photo 1 of 17
No list items have been added yet.